โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุหลักมาจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือเกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้
เบาหวานคืออะไร และทำไมถึงเรียกว่า “เบาหวาน”?
คำว่า “เบาหวาน” มีที่มาที่น่าสนใจ โดย “เบา” หมายถึง “ปัสสาวะ” และ “หวาน” เนื่องจากในปัสสาวะของผู้ป่วย โรคเบาหวาน มีน้ำตาลปนออกมาด้วยนั่นเอง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ร่างกายจะพยายามกำจัดน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ
ประเภทของ โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน แบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
- โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 – เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลินโดยสิ้นเชิง พบมากในเด็กและวัยรุ่น ผู้ป่วยจำเป็นต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต
- โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 – พบมากที่สุด เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายยังผลิตอินซูลินได้แต่เซลล์ไม่ตอบสนอง พบบ่อยในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
- โรคเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ – เกิดในระหว่างตั้งครรภ์และมักจะหายไปหลังคลอด แต่ผู้ที่เคยเป็นมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ในอนาคต
- โรคเบาหวาน ที่มีสาเหตุจำเพาะ – เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคของต่อมไร้ท่อ หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
อาการโรคเบาหวาน ระยะแรก ที่ควรสังเกต
การรู้จักสังเกต อาการโรคเบาหวาน ระยะแรก จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งเมื่อคุณเป็นโรคเบาหวาน อาการที่เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ 9 สัญญาณ ดังนี้
1. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไตจะทำงานหนักในการกรองน้ำตาลออกจากเลือด ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน
2. กระหายน้ำและคอแห้งบ่อย
การปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา เป็นหนึ่งใน อาการโรคเบาหวาน ระยะแรก ที่พบได้บ่อย
3. หิวบ่อยและกินจุกว่าเดิม
เมื่อเซลล์ไม่ได้รับน้ำตาลเพียงพอ ร่างกายจะส่งสัญญาณหิวบ่อย ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้น แต่กลับไม่อิ่มหรือมีพลังงานเพิ่ม
4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
แม้จะรับประทานอาหารมากขึ้น แต่น้ำหนักกลับลดลง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลเป็นพลังงานได้ จึงต้องเผาผลาญไขมันและกล้ามเนื้อแทน
5. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
การที่เซลล์ไม่ได้รับน้ำตาลเพียงพอ ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีแรง เป็นอาการ โรคเบาหวาน ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
6. รู้สึกชาบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า
เมื่อเป็นโรคเบาหวาน อาการที่เกิดขึ้นคือระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานอาจทำลายเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือและเท้า
7. ตาพร่ามัว หรือต้องเปลี่ยนแว่นตาบ่อย ๆ
น้ำตาลในเลือดที่สูงส่งผลต่อของเหลวในเลนส์ตา ทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลง มีอาการตาพร่ามัว
8. แผลหายช้าหรือติดเชื้อง่าย
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำให้การไหลเวียนเลือดแย่ลง ส่งผลให้แผลหายช้า หรือติดเชื้อได้ง่าย
9. วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว
ความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือดอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหรือปวดหัวได้
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน ?
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน มากขึ้น ได้แก่
- อายุ 35 ปีขึ้นไป
- มีประวัติครอบครัวเป็น โรคเบาหวาน (พ่อ แม่ พี่ น้อง)
- มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- มีความดันโลหิตสูง
- มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
- มีประวัติเป็น โรคเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์
- ขาดการออกกำลังกาย
- มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผลกระทบและโรคแทรกซ้อนจาก โรคเบาหวาน
หากปล่อยให้ โรคเบาหวาน เรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น
- โรคหัวใจและหลอดเลือด – เสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- โรคหลอดเลือดสมอง – เสี่ยงต่อภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต
- โรคไตวาย – น้ำตาลในเลือดสูงทำลายหน่วยกรองของไต
- โรคจอประสาทตาเสื่อม – อาจนำไปสู่ภาวะตาบอดได้
- โรคปลายประสาทเสื่อม – ทำให้มีอาการชา เจ็บปวด โดยเฉพาะที่เท้า
- แผลเรื้อรังที่เท้า – อาจนำไปสู่การตัดเท้าในกรณีรุนแรง
การป้องกัน โรคเบาหวาน
แม้ว่า โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 จะไม่สามารถป้องกันได้ แต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถช่วยป้องกัน โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ – ลดน้ำหนักอย่างน้อย 5-10% ในผู้ที่น้ำหนักเกิน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ – เน้นธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ โปรตีนไขมันต่ำ ลดของหวาน ของทอด
- ออกกำลังกายเป็นประจำ – ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายสามารถใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น
- งดสูบบุหรี่ – การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด โรคเบาหวาน และโรคแทรกซ้อน
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ – ดื่มในปริมาณน้อยหรืองดดื่ม
- ตรวจสุขภาพประจำปี – เพื่อเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและตรวจหา โรคเบาหวาน ตั้งแต่ระยะแรก
- จัดการความเครียด – ความเครียดเรื้อรังสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้
สรุป
โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก แต่หากรู้จักสังเกต อาการโรคเบาหวาน ระยะแรก และได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เป็นกุญแจสำคัญในการอยู่กับ โรคเบาหวาน อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
หากคุณสังเกตพบอาการ โรคเบาหวาน ดังที่กล่าวมา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันผลกระทบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวได้
สำหรับใครที่อยาก ลดความอ้วน ด้วยวิธีที่ถูกต้องสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ที่ Chula Doctor Clinic เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างครบวงจร ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด โรคเบาหวาน
ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ Chula Doctor Clinic เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้จากการดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสม