อาหารหวาน ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มรสชาติอร่อยเป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชอบ แต่การบริโภคมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน มีผู้ป่วย โรคเบาหวาน ในประเทศไทยหลายล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โรคเบาหวาน ไม่ใช่แค่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่ยังเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายหลายอย่าง
โรคเบาหวานเกิดจากอะไร?
โรคเบาหวานเกิดจากอะไร คำถามนี้มีคำตอบที่ซับซ้อน โดย โรคเบาหวาน เกิดจาก หลายปัจจัยรวมกัน ดังนี้
1. ความผิดปกติของอินซูลิน – ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาจเกิดจาก
- ตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ
- ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้
2. พันธุกรรม – ความเสี่ยงของ โรคเบาหวาน มักจะเพิ่มขึ้นในคนที่มีประวัติ โรคเบาหวาน ในครอบครัว
3. พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม – เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยเป็น โรคเบาหวาน มากขึ้น
- การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง
- การขาดการออกกำลังกาย
- ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
- ความเครียดเรื้อรัง
ทำไมคนไทยเป็น โรคเบาหวาน มากขึ้น?
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว จากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนำมาซึ่งความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ส่งผลให้อัตราการเกิด โรคเบาหวาน พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สาเหตุที่คนไทยเป็น โรคเบาหวาน จำนวนมากมีหลายประการ
- วัฒนธรรมการกิน – อาหารไทยหลายอย่างมีน้ำตาลแอบแฝง ทั้งอาหารคาว ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ตัวอย่างเช่น ผัดไทยจานเดียวอาจมีน้ำตาลถึง 10 ช้อนชา ซึ่งเกินปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวัน
- วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป – คนไทยเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ทำงานนั่งโต๊ะมากขึ้น
- การเข้าถึงอาหารสำเร็จรูปและฟาสต์ฟู้ด – ที่มักมีน้ำตาล ไขมัน และแป้งสูง
- ขาดความรู้และความตระหนัก – เกี่ยวกับความเสี่ยงและการป้องกัน โรคเบาหวาน
วิธีการป้องกันไม่ให้เป็น โรคเบาหวาน
หลายคนอาจคิดว่า โรคเบาหวาน เป็นโรคที่รักษาไม่หายและหากเป็นแล้วต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต แต่ความจริงแล้ว โรคเบาหวาน โดยเฉพาะประเภทที่ 2 เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพียงเล็กน้อย การศึกษาทางการแพทย์หลายชิ้นยืนยันว่า หากเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ โอกาสเป็น โรคเบาหวาน ในอนาคตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การป้องกัน โรคเบาหวาน เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง ด้วยวิธีการต่อไปนี้
1. ปรับเปลี่ยนอาหาร
- ลดการบริโภคน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดขาว
- เพิ่มการกินผัก ผลไม้ (ที่หวานน้อย) และอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
- เลือกกินโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ถั่ว ไข่
- ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
เคล็ดลับ: การค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลในการปรุงอาหารทีละน้อย จะช่วยให้รสชาติของอาหารไม่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป และร่างกายสามารถปรับตัวได้
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- เพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันได เดินระหว่างทำงาน
- ฝึกการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์
ทางเลือกที่น่าสนใจ: การเต้นรำ การทำงานบ้าน การทำสวน หรือกิจกรรมสันทนาการที่ชื่นชอบ ก็นับเป็นการออกกำลังกายได้เช่นกัน
3. รักษาน้ำหนักที่เหมาะสม
- ลดน้ำหนักหากมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- รักษาดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.5-24.9)
รู้หรือไม่? การลดน้ำหนักเพียง 5-7% ของน้ำหนักตัว สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็น โรคเบาหวาน ได้ถึง 58%
4. จัดการความเครียด
- ฝึกเทคนิคผ่อนคลายความเครียด เช่น การหายใจลึก ๆ การทำสมาธิ โยคะ
- นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
- หากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลาย
5. ตรวจสุขภาพประจำปี
- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง
- ตรวจวัดความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือด
- ปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย
ปรับวิถีชีวิตก่อนเสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน
การปรับวิถีชีวิตเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน โรคเบาหวาน สามารถเริ่มได้ดังนี้
- วางแผนมื้ออาหารล่วงหน้า – ช่วยให้ควบคุมการกินได้ดีขึ้น เช่น การจัดเตรียมอาหารกล่องไปทำงาน แทนการซื้ออาหารตามสั่งที่มักมีน้ำตาลและน้ำมันสูง
- เรียนรู้การอ่านฉลากโภชนาการ – สังเกตปริมาณน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในอาหาร
- ทำอาหารกินเองที่บ้าน – ควบคุมส่วนผสมและวิธีการปรุงได้
- หาเพื่อนร่วมออกกำลังกาย – สร้างแรงจูงใจและความสนุก
- ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ – ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนทีละนิด เพื่อความยั่งยืน
สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตของ โรคเบาหวาน
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหา โรคเบาหวาน
- ปัสสาวะบ่อยและมาก
- กระหายน้ำและดื่มน้ำมาก
- หิวบ่อยผิดปกติ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ตาพร่ามัว
- แผลหายช้า
- ติดเชื้อบ่อย
โรคเบาหวาน อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็น โรคเบาหวาน มีภาวะน้ำหนักเกิน หรืออายุมากกว่า 45 ปี
ข้อควรรู้ : หากระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ โรคเบาหวาน เรียกว่าภาวะ “Pre-diabetes” หรือ “ก่อนเบาหวาน” ซึ่งยังสามารถป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็น โรคเบาหวาน ได้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเหมาะสม
สรุป
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ป้องกันได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน ประเภทที่ 2 การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการจัดการความเครียด มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยง
การสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน แก่คนไทยเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และช่วยให้ผู้ที่เป็น โรคเบาหวาน แล้วสามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่ารอให้ถึงจุดที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือน เริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อห่างไกล โรคเบาหวาน ตั้งแต่วันนี้ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ สำหรับใครที่อยาก ลดความอ้วน ด้วยวิธีที่ถูกต้องสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ที่ Chula Doctor Clinic เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างครบวงจร ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด โรคเบาหวาน
ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับทีมแพทย์ได้ที่ Chula Doctor Clinic เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้จากการดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสม